ยินดีต้อนรับ สู่ ปักษ์ใต้เมืองพระ

ยินดีต้อนรับ สู่ พระเมือง ใต้เป็นบล็อกที่รวมเกี่ยวกับประวัติและวัตถุมงคลของพระในภาคใต้ ที่เป็นที่รู้จัก และไม่ค่อยรู้จัก
เป็นเว็บที่รวบรวมพระเครื่อง พระเหรียญ ดังๆ ต่างๆในภาคใต้เอาไว้

วันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2554

พ่อท่านเขียวเทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำปากพนัง



ตายไม่เน่า...เผาไม่ไหม้



ในเมืองไทยเรามีพระสงฆ์ผู้มีความศักสิทธิ์ก็อยู่หลายรูป

แต่จะหาอริยะสงฆ์แบบพ่อท่านเขียว วัดหรงบน จ.นครศรีธรรมราช นั้นคงน้อยมากๆ เพราะว่าอะไรเราลองมาหาคำตอบกันดีกว่าครับ

“วัดหรงบน” เมื่อ 40 กว่าปีก่อน ยังมีการติดต่อได้ลำบาก จากลุ่มน้ำปากพนัง ต้องล่องเรือนานกว่าชั่วโมง ก่อนขึ้นฝั่งที่ บางตะพงษ์ แล้วจะต้องเดินลัดเลาะข้ามทุ่งหญ้าไปอีกไกล จึงจะถึงวัดหรงบน เพื่อกราบนมัสการ “พ่อท่านเขียว” เกจิอาจารย์แห่งลุ่มน้ำปากพนัง เนื่องจากไม่มีถนนเข้าไปถึง อีกทั้ง “พ่อท่านเขียว” ก็ยังไม่มีคนต่างถิ่น รู้จักมากนัก นานทีจึงจะมีคนเข้าไปกราบนมัสการท่าน
“พ่อท่านเขียว” ได้มรณภาพไปแล้ว ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๕๑๙ ณ วัดคงคาวดี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดหรงบนนัก และเป็นเส้นทางเดินผ่านมาจากบางตะพงษ์นั่นเอง การจัดการศพของท่านนั้น พระครูพิบูลย์ศีลาจารย์ เจ้าอาวาส วัดคงคาวดี ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่าน ได้ตั้งศพของพ่อท่าน ไว้ที่วัดคงคาวดีหนึ่งคืน พร้อมทำการสวดอภิธรรม เพื่อให้บรรดาสานุศิษย์ได้เคารพศพพ่อท่าน
จากนั้นรุ่งขึ้นจึงนำศพของพ่อท่านเดินทางไปยังวัดหรงบน ปรากฏว่าเมื่อชาวบ้านรู้ข่าว ต่างพากันมาร่วมไว้อาลัยพ่อท่านมากมาย และมีการสวดอภิธรรมจนครบ ๓ คืน ระหว่างงานสวดอภิธรรมนั้นได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ โดยบรรดาลูกศิษย์ที่มีความเคารพนับถือพ่อท่าน ต่างต้องการแสดงความกตเวทิตคุณ ตามประเพณีงานศพของทางภาคใต้ ซึ่งเป็นประเพณีพื้นถิ่น คือทำการจุดดินปืนที่ใส่ “กระบอกเหล็ก” ยาว ๑ ศอก (ประเพณีนี้คนภาคใต้นิยมจุดกัน) คล้ายกับพลุเพื่อส่งสัญญาณให้คนที่อยู่ไกลออกไปได้ทราบว่ามีงานศพ ปรากฏว่าการจุดในคืนแรก ดินปืนด้านหมดทั้งสามลูก ไม่ยอมดังหรือติดเลยแม้แต่ลูกเดียว

ต่อมาคืนที่สอง ลูกศิษย์เริ่มจุดอีกช่วง ๑๘.๐๐ น. ปรากฏว่าครั้งนี้จุดทั้งหมดห้าลูก แต่ก็ด้านหมดทุกลูก ไม่ดังและไม่ติดเช่นเดียวกันกับคืนแรก ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ ต่างพากันประหลาดใจ ว่าเป็นเพราะเหตุใด จากนั้นพอคืนที่สาม ลูกศิษย์ผู้ที่จุดดินปืนก็ ไม่ยอมลดละ ได้ทำการจุดดินปืนที่เตรียมมาใหม่ ในเวลาเดิม ๑๘.๐๐ น. แต่ปรากฏว่าจุดไม่ติด เช่นกันกับสองคืนแรก
จะมีก็เพียงควันพวยพุ่งขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น แต่ไม่ยอมระเบิดเลยแม้แต่ลูกเดียว ทำให้ผู้ที่จุดงวยงงสงสัย ว่าเป็นเพราะเหตุใดกันแน่ กระทั่งหลังการบำเพ็ญกุศลเรียบร้อย ก็จะทำการฌาปนกิจศพพ่อท่าน ตามประเพณี แต่บรรดาลูกศิษย์ต่างแตก ความคิดกันออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งอยากให้เผาศพพ่อท่าน แต่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการ ให้เก็บศพพ่อท่านไว้ไม่อยากให้เผา
แต่เสียงส่วนใหญ่ต้องการให้เผาศพพ่อท่าน จะได้หมดห่วงหมดกังวล จึงทำให้ ฝ่ายที่ไม่อยากให้เผา ทำการต่อรองขอว่า “ถ้าเผาศพพ่อท่านครบ ๑ ชั่วโมงแล้วไม่ไหม้ ขอให้เก็บศพไว้บูชา” ทุกฝ่ายจึงต่างก็ตกลงกันได้ด้วยดี
การฌาปนกิจศพ “พ่อท่านเขียว” ได้ทำการตั้งเมรุเผากันที่กลางลานวัด โดยใช้ไม้ฟืนที่ชาวบ้านช่วยกันนำมาโดยใช้เหล็กสามท่อน วางรองโลงศพต่างเชิงตะกอนแบบง่ายๆ เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จึงรอเวลาทำการเผาตามประเพณี แต่พอถึงเวลากลับไม่มีใครกล้าจุดไฟเผาพ่อท่านเลย ดังนั้น นายเหลี้ยง ชนะเสน เถ้าแก่โรงสี บ้านใสหมาก อ.เชียรใหญ่ ซึ่งเป็นศิษย์พ่อท่านอีกผู้หนึ่ง จึงเป็นผู้อาสาจุดไฟเอง โดยไม่ลืมทำพิธีขอขมาศพพ่อท่านก่อน แล้ววานท่านอาจารย์เพชร เป็นผู้จุดไฟที่ดอกไม้จันทน์ที่ตนถืออยู่ก่อน จากนั้นนายเหลี้ยงจึงทำการจุดไฟที่กองฟืนทันที ชั่วครู่ไฟจึงค่อยๆลุกลามขึ้นไหม้ทั้งดอกไม้จันทน์
ที่บรรดาญาติโยมนำไปวางไว้ทั้งด้านบนและด้านข้างโลงศพ และฟืนที่รองอยู่ จนควันโขมงและค่อยๆโหมแรงขึ้นๆจนท่วมโลงศพ และฟืนที่สุมอยู่ โดยมี “ฝ่ายที่ไม่อยากให้เผา” ต่างก็คอยจับเวลาดูนาฬิกา ว่าจะครบ ๑ ชั่วโมงเมื่อใด ไฟได้โหมแรงขึ้นๆจนกองฟืนที่สุมไว้ไหม้เกือบหมดแล้ว แต่เวลาก็ยังเหลืออีกมากทำให้ “ฝ่ายที่ไม่อยากให้เผา” ต่างออกอาการหงุดหงิดตามๆกัน แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้ จึงได้แต่เร่งเวลาให้ครบชั่วโมงโดยเร็ว แต่ไฟได้ไหม้ทั้งฟืนและโลงศพจนหมดก่อน ที่ผู้ที่จับเวลาจากนาฬิกาที่มีถึงสามคน จากทั้งสองฝ่าย ก็ได้ตะโกนบอกว่า “ครบชั่วโมงแล้ว”
เสียงฆ้องเสียงระฆัง จึงตีรัวดังขึ้น ตามที่นัดหมายกันไว้ นาทีนั้นโดยไม่มีใครคาดคิด นายเหลี้ยง ผู้ที่ทำการจุดไฟรีบวิ่งเข้าไปยังกองไฟที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ แม้จะเริ่มมอดลงบ้างแล้วแต่ก็ยังมีไฟลุกอยู่เป็นส่วนมาก แต่ นายเหลี้ยง ไม่นำพาและไม่ได้หวาดหวั่นกับไฟที่ยังคุกรุ่นเหล่านั้นเลย กลับเดินแหวกควันไฟเข้าไป พร้อมเอามือช้อนลงอุ้มศพของพ่อท่านขึ้นให้ทุกคนดู ปรากฏว่าศพของพ่อท่านเป็นปกติ ไม่มีร่องรอยใดๆ ให้เห็นว่าผ่านการถูกเผามาเลย แม้แต่จีวรก็ยังเหลืองอร่ามไม่มีร่องรอยถูกเผาเช่นกัน
ผู้ที่เห็นเหตุการณ์ จึงต่างส่งเสียงดังลั่น ส่วนนายเหลี้ยง ที่ใช้มือช้อนใต้ศพ จึงถูกเหล็กรองโลงศพเข้าเต็มๆ แต่แทนที่เหล็กจะร้อนเพราะถูกไฟเผา ปรากฏว่าเหล็กรองโลงศพพ่อท่านเขียวกลับเย็นเฉียบ ไม่มีความร้อนดั่งเช่นเหล็กที่ถูกไฟเผามาก่อนเลย ทำให้ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างงงงวยกันยิ่งขึ้นไปอีก เพราะเป็นเรื่องที่สุดอัศจรรย์โดยแท้ พอได้สติบรรดาญาติโยมต่างเฮโลไปรุมฉีกจีวรของพ่อท่านเก็บไว้ จนจีวรที่ห่อหุ้มร่างของพ่อท่านหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือ
เรื่องที่เล่ามานี้นับเป็นเรื่อง “อัศจรรย์” และ “เหลือเชื่อ” อย่างยิ่ง แต่ก็เป็นเรื่องที่ผู้ไปร่วมงานฌาปนกิจศพพ่อท่าน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ทุกคนยืนยันได้ เพราะผู้ที่เล่าเหตุการณ์นี้ก็คือ “นายเหลี้ยง ชนะเสน พระครูพิบูลย์ศีลาจารย์ ท่านอาจารย์ขำ วัดหงษ์แก้ว” รวมทั้ง “นายตั้ง” ซึ่งเป็นชาวบ้านที่ไปร่วมงาน ต่างยืนยันได้ทุกคน แสดงว่าบุญบารมีความศักดิ์สิทธิ์ของ “พ่อท่านเขียว” นั้นยิ่งใหญ่จริงๆ เพราะเพียงแค่ “ท่านมรณภาพแล้วร่างกายไม่เน่าเปื่อย” ก็ถือว่าอัศจรรย์อยู่แล้ว แต่นี่ “เผาไม่ไหม้” แม้แต่จีวรที่ห่อหุ้มร่างกายท่านก็ยังไม่ไหม้อีกด้วย
ปัจจุบัน “ศพของพ่อท่าน” ก็แข็งเป็นหินไปแล้ว สรีระของท่านแข็งและแกร่งมาก แต่คงเค้ารูปแบบเดิมทุกประการเพียงแต่แห้งลงไปบ้างเท่านั้น ขณะนี้ทางวัดได้นำ “สรีระของท่าน” ใส่โลงแก้วไว้ เพื่อให้ผู้คนทั่ว ไปได้กราบ ไหว้บูชาและได้ชม สรีระของพ่อท่านด้วยตัวเอง เพราะหากใครได้ไปกราบ “ร่างพ่อท่าน” สักครั้ง ก็นับเป็นบุญอย่างยิ่ง

พ่อท่านเขียว เป็นผู้รู้วาระจิต รู้กำหนดวันมรณภาพ โดยท่านได้พูดกับลูกศิษย์เมื่อปี๒๕๑๘ ว่า ท่านจะมรณภาพในวันเสาร์หลังสงกรานต์    


ปีหน้า ซึ่งก็เป็นจริง พอถึงวันเสาร์เดือน ๗ ขึ้น ๑ ค่ำ ปี ๒๕๑๙ ท่านก็มรณภาพอย่างสงบ สิริรวมอายุ ๙๖ ปี ปัจจุบันสรีระอันอมตะของท่านแข็งเป็นหิน ประดิษฐานอยู่ในหีบแก้วที่วัดหรง

วัตถุมงคลที่พ่อท่านเขียว ท่านสร้างมีหลายอย่าง เช่น ผ้ายันต์รอยมือรอยเท้า เชือกคาด ลูกอมเทียน ชานหมาก พระปิดตา เหรียญ และรูปหล่อลอยองค์ ซึ่งพุทธคุณพระเครื่องที่ท่านปลุกเสกนั้น โด่งดังไปไกลทั่วประเทศเป็นที่เล่าขานสืบต่อมาทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าด้านคงกระพัน มหาอุด หรือเมตตามหานิยม แคล้วคลาด ถือว่า พ่อท่านเขียว วัดหรงบน เป็นสุดยอดเกจิอันดับต้นๆของภาคใต้

เหรียญพ่อท่านเขียว วัดหรงบน รุ่นแรก
เหรียญพ่อท่านเขียว วัดหรงบน รุ่นแรก พ.ศ.2513

เหรียญพ่อท่านเขียว รุ่นแรก 2513 

1.เหรียญพ่อท่านเขียวเป็นเหรียญปั๊ม ฉะนั้น เหรียญนี้ ต้องปรากฏแรงกระแทกที่แรงมาก จุดแรก ให้ดูที คำว่า"พ่อท่านเขียว" จะเกิดแรงกระแทก จนมีรอยยุบรอบตัวหนังสือ ของเก๊ ทำได้ใกล้เคียง แต่รอยยุบไม่ติด


2.เส้นรัศมีด้านหน้า จะทิ้งดิ่งจากบนลงล่าง หรือเป็นแนวดิ่งกระจายทั้งด้านหน้า ของเก๊มีแต่ไม่คมเท่า 
3.จุดตาย ที่ของเก๊ทำไม่ได้ คือ เส้นแนวนอน ล่างไหปลาร้า เป็นเส้นที่เล็กมาก ภาพถ่ายไม่สามารถที่จะขยายให้เห็น  
4. รอยยุบ บริเวณรอบปาก กล่าวคือ เป็นรอยเหี่ยวของหลวงพ่อ ที่เกิดจากพิมพ์ และแรงกระแทก จะเป็นรอยยุบเป็นร่องลึกตามรอยเหี่ยว ของเก๊ มีแต่ไม่คม
5.เป็นจุดที่เกิดจาการแกะบล็อก ตรง"สระอี"จะปรากฏเนื้อกินขอบเหรียญเข้าไปในขอบ
6.จุดตายเหรียญด้านหลัง ที่เป็นพิมพ์นิยมเฉพาะพื้นที่นครฯเขาเล่น  คือ 2 เบี้ย 2 บี้ 3 แบน คือ"สังเกตตรง ตัวเลขไทย ตรงเลข ๒ และ ๓ จะบี้แบนตามแรงกระแทก และในจุดบนสุดของยันต์ ตรงกลาง จะมีจุดอยู่ด้านใน (เยื้องไปทาง 10 นาฬิกา) อยู่ 1 จุด
7.จุดที่เป็น"ตีนตะขาบ" หรือ บางคนเรียกว่า"เขี้ยว" จะปรากฏ เป็นจุด 
8.เส้นรัศมี ที่เป็นเส้นเฉียง จะต้องคมมาก ของเก๊มีเหมือนกัน
9.จุดที่เกิดจากแรงกระแทก จากด้านหน้ามาด้านหลัง จะต้องมีเนื้อปลิ้นมาด้านหลังทุกองค์
10. โดยภาพรวม เหรียญแท้ จะเด้งทุกเหรียญ และผิวพื้นเหรียญดูแล้วไม่เรียบ อาจเกิดจากการขัดพื้นแม่พิมพ์ไม่เรียบ ส่วนกะหลั่ยทอง จะมีความหลากหลายของสีกะหลั่ย เหมือนกะหลั่ยจะหนาและสุก ลักษณะเหมือนเปียกทอง กล่าวคือ ทองของเก๊ ทองจะบาง และถ้าเป็นทองใหม่ จะลบรายละเอียดของความคมลงมาก
11.จุดสำคัญในการดูเหรียญปั๊ม คือ ตรงหลังหูเหรียญ จะมีรอยเนื้อปลิ้น ที่เกิดจากแรงกระแทก จากด้านหน้า มาด้านหลัง 
12.รอยยุบตาม อักขรยันต์ และตัวหนังสือด้านหลัง จะปรากฏเป็นรอยลึกตามร่องตัวอักขระ และตัวหนังสือ ของเก๊ จะไม่ยุบเท่าของแท้
เหรียญพ่อท่านเขียว วัดหรงบล รุ่นแรก พ.ศ.2513
เหรียญพ่อท่านเขียว วัดหรงบล รุ่นแรก พ.ศ.2513
รูปเหมือนปั๊มกะไหล่ทอง พ่อท่านเขียว วัดหรงบน รุ่นแรก
รูปเหมือนปั๊มกะไหล่ทอง พ่อท่านเขียว วัดหรงบน รุ่นแรก
รูปเหมือนปั๊มรมดำ พ่อท่านเขียว วัดหรงบน รุ่นแรก
รูปเหมือนปั๊มรมดำ พ่อท่านเขียว วัดหรงบน รุ่นแรก
พระปิดตาพ่อท่านเขียว วัดหรงบล พิมพ์ท้องอุ
พระปิดตาพ่อท่านเขียว วัดหรงบล พิมพ์ท้องอุ

พระปิดตาพ่อท่านเขียว วัดหรงบน พิมพ์ตะพาบ

พระปิดตาพ่อท่านเขียว วัดหรงบน พิมพ์ตะพาบบน


วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

พ่อท่านซัง เหรียญอันดับหนึ่งของภาคใต้

หลวงพ่อซัง พ่อท่านซัง วัดวัวหลุง



หลวงพ่อซัง หรือ พ่อท่านซัง วัดวัวหลุง
หลวงพ่อซัง วัดวัวหลุง
หลวงพ่อซัง หรือ พ่อท่านซัง วัดวัวหลุง
ประวัติของ หลวงพ่อซัง หรือ พระครูอรรถธรรมรส
พระครูอรรถธรรมรส (ซัง สุวัณโณ) หลวงพ่อซัง นามเดิมชื่อซัง เป็นบุตร คนสุดท้ายของขุนวิน ศักดาวุธ (บุศจันทร์ ศักดาวุธ) มารดาชื่อนางส้ม ศักดาวุธ เกิดเมื่อวันอังคาร ขึ้น 15ค่ำ ปีกุนตรงกับวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2394 ณ บ้านพัง หมู่ที่2 ต.ควนพัง อ.ร่อนพิบูลย์  จังหวัดนครศรีธรรมราช  หลวงพ่อซัง ท่านมีพี่สาว 2คน ชื่อนางรอดและนางแก้ว (ถึงแก่กรรมหมดแล้ว) เมื่อท่านอายุได้ 11ปี ได้ไปศึกษาเล่าเรียนอักษรสมัยในสำนักท่าน อาจารย์นาค เจ้าอาวาส วัดพัง ต่อมาเมื่ออายุได้ 13ปี ท่านย้ายไปศึกษาในสำนักของท่าน อุปัชฌาย์รักษ์ วัดปัง ต.ควรชุม อ.ร่อนพิบูลย์  ท่านเรียนวิชาเลข และคัดลายมือ ขณะที่หลวงพ่อซัง ท่านศึกษาอยู่ท่านเป็นคนฉลาดความจำดี มีความขยันอดทนเป็นเลิศ อุปัชฌาย์รักษ์ เห็นแววและอนาคตจะไปไกลเลย จึงบวชเณรให้เมื่ออายุ 16 ปี หลังจากบวชเณรแล้วท่านก็ได้ศึกษาธรรมวินัยและวิปัสสนาธุระเพิ่มขึ้น พอเป็นแนวทางปฏิบัติท่านอยู่ต่อมาจนครบปี เผอิญข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัดตรัง เดินทางไปนมัสการพระอุปัชฌาย์รักษ์ พบสามเณรน้อยผู้มีสติปัญญาไหวพริบดี จึงของตัวไปให้รับราชการในตำแหน่งเสมียนตรา อยู่ที่อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ท่านรับใช้ประเทศชาติในตำแหน่งเสมียนตรา อยู่ 3ปี เห็นว่าเป็นหนทางแห่งความทุกข์ยาก หาอะไรแน่นอนไม่ได้ ปราศจากความสุขอันมั่นคง ชีวิตท่านได้รับรสพระธรรม คำพร่ำสอนจาก อุปัชฌาย์รักษ์ ยังฝังลึกอยู่ในใจท่าน จึงลาออกจากราชการเมื่ออายุ 20ปี แล้วเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนา เตรียมตัวอุปสมบทเมื่ออายุย่างเข้าอายุ 21ปี
     พ่อท่านซัง อุปสมบท เมื่อเดือน 8 ขึ้น 13ค่ำ วันพุธ พ.ศ. 2414 อุปสมบทที่วัดปัง บวช ณ ที่เดิมที่ท่านได้บวชเณร อุปัชฌาย์รักษ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านอาจารย์นาค เจ้าอาวาสวัดพัง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ท่านอาจารย์ทองดี วัดปัง เป็นพระอนุศาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “สุวัณโณ” เมื่ออุปสมบทแล้วหลวงพ่อซัง ท่านไปศึกษาอยู่ในสำนัก อาจารย์นาค วัดพัง ศึกษาเพิ่มเติมทางด้านคาถาอาคมอยู่หนึ่งพรรษา  พ่อท่านซัง จึงกราบลาอาจารย์นาค ไปอยู่กับท่านอาจารย์โฉม เจ้าอาวาสวัดวัวหลุง เพื่อศึกษาคันถะธุระและอบรมวิปัสสนาธุระ กับอาจารย์ชูอาจารย์สด วัดวัวหลุงสรุปแล้วท่านมีอาจารย์ที่เก่งกล้าทางด้านวิปัสสนา ไสยศาสตร์และพุทธศาสตร์แห่งเดียวถึงสามองค์ ท่านพยายามฝึกฝนสมาธิจิตท่องมนต์คาถา และธรรมะจนสามารถเทศนาสั่งสอนประชาชนให้ประพฤติปฏิบัติเป็นคนดีอยู่ในศีลธรรม
     พ.ศ.2441 พ่อท่านซังได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะแขวงให้ปกครองวัด 13วัด ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างดียิ่งไม่ว่าภาระหน้าที่นั้นจะยากลำบากเพียงใด สมัยก่อนไม่มีถนนไม่มีรถวิ่ง ต้องเดินรัดป่าตัดทุ่งนาป่าเขาไปสงเคราะห์ผู้ทุกข์ยาก กาลเวลาสืบต่อมาเมื่อ พระศรีธรรมมุณี (พระรัตนธัชมุณี) เจ้าอาวาสวัดท่าโพธิ์ นครศรีธรรมราช ได้รับตำแหน่งเป็นเจ้าคณะมณฆลนครศรีธรรมราช  เห็นว่าพ่อท่านซัง วัดวัวหลุง เป็นผู้มีความสามารถในการบริหารหมู่คณะสงฆ์ดี ปฏิบัติน่าเลื่อมใส  จึงให้ประทานตราตั้งเป็นพระครู เจ้าคณะแขวงเมื่อ วันที่ 22 มกราคม 2445 ให้เป็นผู้ปกครองวัด ในอำเภอร่อนพิบูลย์ทั่วทุกวัด จนลุถึง พ.ศ. 2467 ได้รับพระราชทานสมณศักด์เป็น “พระครูอรรถธรรมรส”
หลวงพ่อซัง บริหารคณะสงฆ์สืบต่อมาจนเจริญรุ่งเรื่องถึงขีดสุด โดยบูรณะถาวรวัตถุต่างๆเช่น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ โรงเรียน ยังมีสภาพอันเก่าแก่ให้เห็นหลายแห่ง ในอำเภอร่อนพิบูลย์  ประชาชนพากันมาหาสู่ท่าน เพื่อขอพรจากท่าน ให้ท่านลดน้ำมนต์ ขอลูกอมชานหมาก และของที่ท่านแจกให้เป็นของที่ห่วงแหนกันมาก
ครั้ง พ.ศ. 2472 หลวงพ่อซัง ชราภาพมากจนไม่สามารถปฏิบัติงานได้โดยสะดวก จึงโปรดเกล้าให้เป็นกิตติมศักดิ์ พ้นจากตำแหน่งราชการ รวมเวลาที่ท่านได้ปฏิบัติงานในตำแหน่งเจ้าคณะแขวงอยู่ 13 ปี เมื่อถึง พ.ศ. 2478 ท่านเริ่มอาพาธด้วยโรคชรามาตั้งแต่ต้นปี ต่อมาโรคได้กำเริมหนัก จนถึงวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2478 เวลา10.20 น. ท่านมรณภาพลงด้วยอาการสงบ สิริรวมอายุได้ 84 ปี



พระครูอรรถธรรมรส (ซัง สุวัณโณ) หลวงพ่อซัง เกจิอาจารย์รุ่นเก่าของจังหวัดนครศรีธรรมราช เหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อซัง เป็นหนึ่งในเหรียญเบญจภาคีที่แพงที่สุด ของเมืองนคร เหรียญหลวงพ่อซังเป็นเหรียญตายยอดนิยมที่มีราคาแพงที่สุดเหรียญหนึ่งในวงการพระเครื่อง
 พ่อท่านซัง หรือ พระครูอรรถธรรมรส พุทธคุณเหรียญพ่อท่านซัง เป็นที่กล่าวขานกันมาตลอดเวลา วัดวัวหลุง อาณาเขตของวัดแต่เดิมกว้างใหญ่ไพศาลมาก แต่ได้แบ่งให้สร้างโรงเรียน เนื้อที่วัดปัจจุบันจึงเหลืออยู่ประมาณ 30ไร่ ภายในวัดร่มเย็นด้วยต้นไม้ พระอุโบสถ ตั้งอยู่ตรงกลางลานวัด

พระครูอรรถธรรมรส (ซัง สุวัณโณ) หลวงพ่อซัง เกจิอาจารย์รุ่นเก่าของจังหวัดนครศรีธรรมราช เหรียญรุ่นแรกของหลวงพ่อซัง เป็นหนึ่งในเหรียญเบญจภาคีที่แพงที่สุด ของเมืองนคร เหรียญหลวงพ่อซังเป็นเหรียญตายยอดนิยมที่มีราคาแพงที่สุดเหรียญหนึ่งในวงการพระเครื่อง
 พ่อท่านซัง หรือ พระครูอรรถธรรมรส พุทธคุณเหรียญพ่อท่านซัง เป็นที่กล่าวขานกันมาตลอดเวลา วัดวัวหลุง อาณาเขตของวัดแต่เดิมกว้างใหญ่ไพศาลมาก แต่ได้แบ่งให้สร้างโรงเรียน เนื้อที่วัดปัจจุบันจึงเหลืออยู่ประมาณ 30ไร่ ภายในวัดร่มเย็นด้วยต้นไม้ พระอุโบสถ ตั้งอยู่ตรงกลางลานวัด
     เมื่อหลวงพ่อซัง ท่านมีอายุพรรษาได้ 11พรรษาตำแหน่งสมภาร วัดวัวหลุงว่างลง พ่อท่านซังจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมภารสืบแทนอาจารย์ของท่าน  พ.ศ.2438 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌายะให้การอุปสมบทแก่กุลบุตรในท้องถิ่น

     การสร้างเหรียญพ่อท่านซัง
     สร้างหลังจากพ่อท่านซังมรณภาพแล้ว 2ปี บรรดาลูกศิษย์ที่นับถือในตัวหลวงพ่อซัง ต้องการเหรียญรูปเหมือนท่านเป็นที่ระลึกคณะกรรมการจึงประชุมกัน นิมนต์พระครูธรรมธร วัดโพธิ์ ท่าเตียนกรุงเทพ มาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ (ท่านเป็นศิษย์พ่อท่านซัง บวชเณรให้พร้อมทั้งสนับสนุนให้ได้เรียน)ฝ่าคฤหัสถ์ให้ท่านขุน นายอำเภอร่อนพิบูลย์เป็นประธานตกลงพร้อมใจกันจัดสร้างเหรียญขึ้น จำนวนหนึ่ง เพื่อแจกในงานพระราชทานเพลิงศพ ใน ปี พ.ศ. 2480 ท่านพระครูธรรมธร ได้รับภาระหาช่างแกะบล็อก ตามรูปถ่าย พร้อมทั้งยันต์ด้านหลังเหรียญ ซึ่งหลวงพ่อซัง ใช้เขียนผ้ายันต์ ลงตะกรุดพิศมร และใช้ทำน้ำมนต์เป็นประจำ ยันต์และพระคาถาสี่ตัวด้านหลังเหรียญนั้นถอดมาจาดพระธรรมในพระไตรปิฎกสามารถนำมาใช้ได้ตามปรารถนาหลังจากช่างปั๊มเหรียญเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงอุดมฤกษ์มงคลมิ่งแล้ว ท่านพระครูธรรมธรได้จัดพิธีพุทธาภิเศก เหรียญหลวงพ่อซัง ที่ในพระอุโบสถ วัดโพธิ์ กรุงเทพ นิมนต์พระเถระต่างๆ ที่มีชื่อเสียง ในปี พ.ศ. 2480 มาร่วมพิธีแผ่กระแสจิต พร้อมทั้งอัญเชิญดวงวิญญาณหลวงพ่อซังมาร่วมพิธีด้วย โดยจัดอาสนะใว้ให้ท่าน เมื่อเสร็จพิธีเรียบร้อย ท่านพระครูได้นำเหรียญกลับมายังวัดวัวหลุง เมื่อเหรียญถึงวัดวัวหลุง คณะกรรมการได้จัดงานพิธีพุทธาภิเศกซ้ำอีกครั้งที่วัด นิมนต์พระครูกาชาด วัดใหญ่นครศรีธรรมราช ที่เป็นที่สนิทสนมกับพ่อท่านซัง เคยไปมาหาสู่แลกเปลี่ยนความรู้กันเสมอ พร้อมทั้งพระครูกาแก้ว วัดหน้าพระธาตุ และพระเถรานุเถระไม่ปรากฏนามร่วมพิธีพุทธาภิเศก อย่างพร้อมเพียงเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์
เมื่อถึงวันพระราชทานเพลิงศพพ่อท่านซัง คณะกรรมการวัดได้นำรูปเหรียญของพ่อท่านซัง มาแจกเป็นที่ระลึกแก่ผู้ไปร่วมพิธีในวันนั้น ปรากฏว่าประชาชนต่างแย่งชิงเหรียญกันจนหมด และไม่พอแจกจ่ายแก่บรรดา ข้าราชการ พ่อค้าและประชาชนที่มาร่วมงานจนเต็มวัดไปหมด
เหรียญพ่อท่านซัง รุ่นแรก ขอบคุณเจ้าของพระจากภูเก็ต
     เหรียญพ่อท่านซัง สร้าง รุ่นแรกเมื่อ ปี 2480 ผู้ที่มีต่างพากันหวงแหน และมีแต่ผู้ต้องการ อภินิหารของเหรียญ พ่อท่านซัง ในหมู่นักเลงหัวไม้อันธพาลนั้นโดยเฉพาะในเขตร่อนพิบูลย์นั้นใช้แต่เหรียญพ่อท่านซัง แคล้วคลาดปลอดภัยดี บางคนถึงกับพูดว่า ปืนลูกซองนั้นโก่งลานให้ยิงเลย ทหาร ตำรวจ และ อ.ส.จะนิยมพกเหรียญของท่านเป็นจำนวนมาก
เหรียญพ่อท่านซัง รุ่นแรก  ขอบคุณเจ้าของพระจากภูเก็ต


เหรียญพ่อท่านซัง รุ่นแรก (หน้า)
เหรียญพ่อท่านซังรุ่นแรก ขอบคุณเจ้าของภาพจากภูเก็ตครับ
เหรียญพ่อท่านซัง รุ่นแรก (หลัง)
เหรียญพ่อท่านซังรุ่นแรก ขอบคุณเจ้าของภาพจากภูเก็ตครับ
เหรียญหลวงพ่อซัง วัดวัวหลุง รุ่น2
     เหรียญหลวงพ่อซัง วัดวัวหลุงรุ่น2  เป็นเหรียญรูปไข่ และถอดแบบคล้ายกับเหรียญรุ่นแรก ผิดกันตรงที่ ด้านบนเหรียญเขียนว่า ที่ระลึกในงานยกรูปปั้นเข้าหอ ด้านข้างไหล่ทั้งสองข้างมีรูปดอกจัน ใต้องค์หลวงพ่อซัง เขียนว่า พระครูอรรถธรรมรส  
เหรียญพ่อท่านซัง วัดวัวหลุง รุ่น2
เหรียญพ่อท่านซังรุ่น 2
ส่วนด้านหลังเหรียญหลวงพ่อซัง วัดวัวหลุง รุ่น2 ก็เหมือนกับเหรียญรุ่นแรก เป็นการสร้างย้อน พ.ศ. คือลง พ.ศ. 2480 จำนวนสร้าง 5000 เหรียญ ปลุกเสกที่วัดวัวหลุง ปี พ.ศ.2513 มีอาจารย์ผู้ปลุกเสก 9องค์พอจำชื่อได้เพียง 4รูป
1. หลวงพ่อคลิ้ง วัดถลุงทอง ลูกศิษย์พ่อท่านซัง2. พระครูปิยธรรมคุณ เป็นลูกศิษย์พ่อท่านซัง3. หลวงพ่อเมือง วัดปากบางท่ายา อำเภอปากพนัง4. พระอาจารย์รอด วัดประดู่ประสบการณ์ของเหรียญหลวงพ่อซัง วัดวัวหลุง รุ่น2 นี้พุทธคุณไม่แตกต่างจากรุ่นแรกเลย ประสบการณ์ด้านคงกระพัน มหาอุดเป็นที่ประจักษ์มาหลายครั้งจนเป็นที่ต้องการของทุกคนพระเครื่องของ หลวงพ่อซัง ท่านแม้แต่รุ่นถัดมาคือ รุ่น3 รุ่น4 รุ่น5 หรือรุ่นใหม่ๆล้วนแล้วแต่มีประสบการณ์แทบทั้งสิ้น

วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

เจ้าสายเอวแห่งปากพนัง

  



พระครูพรหมจรรยาภิวัฒน์ (เมือง โกมโก) วัดมุขธาราราม(วัดปากบางท่าพญา) ภูมิกำเนิดเกิดที่ปากพนัง ที่บ้านท่าพญาใน ต.บ้านเพิง จ.นครศรีฯ เมื่อประมาณปีพ.ศ. ๒๔๓๐ อาชีพทางครอบครัวคือทำนา โดยที่บิดาชื่อนาย รักษ์ มารดาชื่อนางอิ่ม ถึงแม้ว่าฐานะทางบ้านจะไม่ได้ร่ำรวยมากนัก แต่ท่านก็มั่นใผ่หาความรู้จากครูบารอาจารย์ที่มีชื่อในระแวกนั้นทำให้เป็นเด็กหนุ่มที่มีความรู้ทงด้านไศยศาตรเป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะว่าคนสมัยก่อนมักจะเป็นนักเลงที่ชอบตีรันฟันแทง เรื่องค่านิยมทางคุณไสย์ และศาสตร์ทางอยู่ยงคงกะพันจึงเป็นที่นิยมทำกัน
เมื่ออายุเข้าวัยหนุ่มได้เข้ารับการอุปสมบทที่วัดท่าพญาในประมาณปีพ.ศ. ๒๔๕๐ โดยมีพ่อท่าน นุ่น วัดแจ้งเป็นพระอุปชฌาย์ พ่อท่านไข่ วัดนาควารี(ที่รู้จักกันดีในนามวัดหูล่อง) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพ่อท่านลาย วัดหอยกัน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อครั้งได้บวชก็ได้อยู่จำพรรษา เรียนวิชาและศาสตร์ต่างๆกับพ่อท่านนุ่น ที่วัดแจ้งและเข้ารับการเรียนหนังสือทางธรรมที่วัดท่าโพธิ์ กับท่านเจ้าคุณม่วง(พระรัตนธัชมนี) ในจังหวัดนครศรีธรรมราช
พ่อท่านเมืองท่านมีชื่อเสียงตั้งแต่หนุ่มเมื่อได้รับการบวชเรียนในทางธรรมในร่มกาสาวพัฒณ์ ท่านมีความชำนาญในเรื่องหมอแผนโบราณ และทางโหรศาสตร์ และทางด้านไสยศาสตร์ก็เป็นที่เลื่องลือกันทั้งบางท่าพญา จึงทำให้ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส วัดท่าพญาใน เมื่อพ.ศ. ๒๔๕๕ ทั้งๆที่เพิ่งจะบวชได้เพียง๕ พรรษาเท่านั้น ภายในปีเดียวกันนั้นท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปชฌาย์ เพราะว่าท่านเป็นพระที่คงแก่เรียนในทางด้านธรรมศาสนาจนเป็นที่ยอมรับไม่น้อยไปกว่าทางด้าน ไสยศาสตร์ที่โด่งดังในเรื่องหนังเหนียวเป็นอย่างยิ่ง
พระเกจิในยุคเดียวกับท่านที่มีความสนิทสนมกันก็มี พ่อท่านเขียว วัดหรงบน พ่อท่านขาว วัดปากแพรก และพระครูนนท์ วัดนันทราราม แล้วนอกจากนั้นท่านเองก็มีความสนิมสนมกับพ่อท่านคล้าย วัดสวนขันติ์ ด้วยเพราะวิชาคุณต่างๆที่อยู่ในขั้นสูงเมื่อเจอะเจอกันครั้งใด ก็ทักทายเหมือนกับว่าท่านทั้งสองสนิมสนมรู้จักกันเป็นอย่างดี




พ่อท่านเมืองเป็นที่เคารพนับถือมากในชุมชนบางท่าพญา ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านโด่งดังมาทำให้มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย และเป็นที่ยอมรับขยายวงกว้างไปในจังหวัดต่างๆเช่น พัทลุง สุราษฎร์ ปัตตานี ตรัง สงขลา ฯลฯซึ่งท่านมักจะได้รับการนิมนต์ไปทำพิธีพุทธาภิเษก ในการปลุกเสกวัตถุมงคล เพราะบรรดาลูกศิษย์เหล่านั้นเชื่อมั่นในวิชา และพุทธคุณที่แข็งกล้าของพ่อท่านเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายตำรวจหนวดงาม หรือนายตำรวจหนังเหนียวนามว่า ขุนพันธ์
มักจะติดตามพ่อท่านเมืองไปทำพิธีกรรมต่างๆอยู่เนื่องๆคอยเป็นผู้ช่วยหยิบข้าวของต่างรับใช้พ่อท่านเมืองอย่างใกล้ชิด นั้นแสดงให้เห็นว่าขุนพันธ์คงจะ รู้อะไรลึกๆบางในกฤตยาคม แห่งวิชาคงกะพันที่ได้รับจากพ่อท่านเมืองเป็นแน่แท้








ทางด้านวัตถุมงคลที่พ่อท่านเมืองได้สร้างเอาไว้


ในยุคแรกๆเลยเห็นจะหนีไม่พ้น ตระกรุด สายคาดเอว ผ้ายัญต์ เพราะว่าทำง่ายแจกจ่ายให้แก่ลูกศิษย์ลูกหาที่เข้ามาขอของดีจากท่านได้รวดเร็ว อีกประการหนึ่งคือชาวปากพนังอยู่ใกล้ทะเล เพราะฉนั้นฝีมือในการทำตระกรุด สายคาดเอว จึงทำได้ง่ายเพราะเป็นภูมิปัญญาคนเลที่ต้องทำถักอวนหาปลา ของคนท้องถิ่นที่นั้นและก็ทำได้สวยงาม หรืออาจจะเป็นลูกอมชานหมากหรือลูกอมเทียนต่างๆ ซึ่งเครื่องมงคลวัตถุต่างๆที่รับจากท่านล้วนเป็นที่หวงแหนของคนที่ได้ไปเพราะต่างไปประสบพบกับเหตุการณ์ต่างๆทั้งแคลวคลาดและคงกระพัน นักเลงแถวปากพนังทราบกันดีว่าสุดยอดแห่งความเหนียวซึ่งออกไปทางชาตรีโดยแท้จริง

ก่อนปีพ.ศ. ๒๕๑๐ ท่านได้สร้างเหรียญครั้งแรกซึ่งนับได้ว่าน้อยมากๆ เป็นเหรียญรูปไข่ หน้าตรงครึ่งองค์ท่าน ขอบด้านล่างเขียนเอาไว้ว่า พระครูพรหมจรรยาภิวัฒน์ ส่วนด้านหลังเป็นลักษณ์ยันต์ใรพระพุทธรูปพุทธสิงหิงค์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ในวัดของท่านนั้นเอง จำนวนการสร้างนั้นอยู่ที่หลักร้อย




และก่อนปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ท่านก็ได้สร้างพระกริ่งรูปหล่อรมดำ พุทธลักษณ์เป็นแบบนั้งสองมือประที่เข่าทั้งสองข้าง ด้านล่างเขียนหลวงพ่อเมือง ใต้ฐานพระรูปหล่อนี้เจาะรูอุดกริ่งเสียงดังกังวาล
ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๑ ท่านได้สร้างเหรียญรูปโล เป็นเนื้ออัลปาก้า ถือได้ว่าเป็นเหรียญรุ่นแรกที่ออกที่วัดบางปากพญาและมีทยอยสร้างออกมาเรื่อยๆเพื่อแจกจ่ายในงานบุญในวันต่างๆ โดยใช้บล็อดเดียวกัน
ส่วนรุ่นสองสร้างที่วัดเช่นเดียวกันออกมาในปีพ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นเหรียญรูปไข่ เนื้อทองแดงรมดำ แต่มีเปรียนแปลงที่ข้อความเป็นพ่อท่านเมือง วัดปากบางท่าพญา
แทน และรูปแบบด้านหลังยังคงยึดแบบเดิมเอาไว้
นอกจากนั้นหลังจากพ่อท่านมรณภาพไปก็ได้มีการสร้างขึ้นมาอีกหลายๆครั้ง เพื่อให้เป็นที่ระลึกถึงพระเดชพระคุณที่พ่อท่านเมืองสร้างเอาไว้
พวกกลุ่มเครื่องลางต่างๆเช่น ผ้ายันต์ สายคาดเอว รูปถ่ายขนาดเล็ก และใหญ่ และรอยมือรอยเท้า ท่านทำออกมาจากแก่บรรดาลูกศิษย์ที่ไปกราบไว้ขอของดีจากท่านซึ่งท่านก็ทำออกมาแจกเรื่อยๆในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่
ตะกรุด ทำน้อยหาดูยาก เพราะคนที่ได้ไปก็มักจะเก็บเอาไว้ไม่เคยยกให้กันฟรีๆนอกจากตกทอดอยู่กันภายในวงตระกลู
พ่อท่านเมืองท่านเป็นนักพัฒนาท่านได้สร้างวัดขึ้นมาแห่งหนึ่งที่บริเวณ ปากบางท่าพญา ชื่อว่า วัด"มุขธาราม" เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๙๒ และท่านก็ได้อยู่จำวัดที่ท่านสร้างมาจนท่านสิ้นจากไปในปีพ.ศ. ๒๕๑๕ ท่านมรณภาพจากไปอย่างสงบ นับได้ ๖๕ พรรษา อายุรวมแล้ว ๘๕ ปี

             วัตถุมงคล

ก่อนรุ่นแรก




รุ่นแรก





                                                              รุ่นสอง








รุ่นสาม




พระกริ่งรูปหล่อรมดำ


สายเอว
คาถาผูกสายเอว
พุทธังกายะพันธะนัง                             อาทิดถามิ
ธัมมังกายะพันธะนัง                              อาทิดถามิ
สังฆังกายะพันธะนัง                              อาทิดถามิ
คาถาเมื่อลอดสะพานหรือราวผ้า     ให้ลูบศรีษะว่าดังนี้
นะสะยะ  พุทธังทรง  ธัมมังทรง  สังฆังทรง
เมื่อลูกถือสายเอวนี้แล้ว   ห้ามไม่ให้ทำทุจริตทุกอย่าง      เช่น
                                ไม่อุกชิงวิ่งราวทรัพย์สมบัติของท่านผู้อื่น      และให้ตั้งอยู่ในมนุษยธรรม
                                คือศีล  ๕  ประการ      ขอให้ลูกมีความสุข   ความเจริญตลอดไป     อายุ     วรรณะ
                                สุขะ     พละ    ทุกเมื่อ   เทอญฯ  
พระครูพรหมจรรยาภิวัฒน์
หลวงพ่อเมือง        วัดมุขธาราราม       (ปากบางท่าพญา)



ผ้ายันต์
     
                                                                       ถ่ายภาพโดย  พลากร


วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553

แนะนำตัว

      
 ผมเด็กชายพลากร       พวงสุวรรณ
กำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.๒/๖  โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย
อำเภอหาดใหญ่  จังหวัดสงขลา รหัสไปรษณีย์  ๙๐๑๑๐


ถ้ามีอะไรสงสัยหรือต้องการอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับพระในภาคใต้
ก็สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้แล้วผมจะหาข้อมูลมาให้ครับ
(หากบางภาพไม่ชัดก็ขออภัยด้วยเนื่องจากถ่ายเองไม่ใช่มืออาชีพ)